google anylytics code

Author Topic: Photo tips : มาเข้าห้องมืดๆกันหน่อยมั๊ยจ๊ะ /Photo technic  (Read 4828 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline u๊าuกloJ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 999
    • View Profile
บทความนี้ได้รับอนุญาติให้นำมาแปะเผยแพร่แล้วน่ะครับ โดยคุณโบ้ (กระดากปากจริงเรียกคงเรียกคุณอะไร๊..รู้จักมาจะยี่สิบปีเรียกสรรพนามมาตลอด)
ขอเกริ่นถึงเจ้าของบทความนี้นิสนึงนะครับ เมื่อก่อนก็เป็นสาวก ใบพัดฟ้าขาว อยู่ระยะนึงนะครับ รู้จักกันตั้งแต่เข้าเรียนปวส.ปีหนึ่งที่โรงเรียนเพาะช่างครับ
ปัจจุบันเป็นมือวางอันดับต้นๆของวงการรีทัชภาพถ่ายงานโฆษณาในเมืองไทยนะครับ (เด๊วจะว่าผมโม๊ว ว ว..ลองแวะไปชมผลงานเค๊าได้นะครับ
ที่ http://bootoshop.multiply.com/ และ http://remixstudio.multiply.com/ )
ที่มาของบทความนะครับ : http://bootoshop.multiply.com/journal/item/8  เรามาเข้าที่เนื้อหาเลยดีกว่า ..



เทคนิคห้องมืด DigItal 1

Introduction
   ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่าผมเขียนบทความนี้ขึ้นจากความสนุกสนานและความต้องการของคุณ thairidgeback แห่งบ้าน http://101thairidgeback.multiply.com/
ที่จุดประกายให้เกิดบทความนี้ ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวที่เกิดจากประสบการณ์นะครับ มาจากการลองผิดลองถูก อาจจะไม่ได้ถูกต้องตามทฤษฏีทั้งหมด บางอย่างอาจไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
บางความคิดเห็นอาจบังเอิญไปขัดแย้งกับตำราเล่มใหน หรือความเห็นใครก็ช่วยเสนอแนะได้ครับ เพื่อให้เกิดความรู้ความคิดใหม่ๆขึ้นมาอีกต่อไปครับ


    ในความรู้สึกผม ภาพขาวดำเป็นภาพที่สื่ออารมณ์ภาพได้ค่อนข้างดี เพราะต้องใช้เพียงองค์ประกอบภาพบวกกับแสงเงา
และเฉดสีขาวเทาดำเท่านั้น ทำให้สื่อได้ถึงอารมณ์ที่ชัดเจนโดยตัดความรู้สึกในเรื่องของสีออกไป

Basic

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

    1.กล้องถ่ายรูป
    ซักตัวจะเป็นดิจิตอลหรือกล้องฟีลม์ก็ได้ หากต้องการความสะดวกก็ต้องหากล้อง Digital มาใช้งานกัน
จะได้ไม่ต้อง scan ภาพอีกที จะเป็นกล้อง SLR หรือ Compact หรือจะกล้องมือถือก็สุดแล้วแต่กำลังของใคร
ใครอยากได้คุณภาพก็ต้องลงทุนหาซื้อของดีๆมาใช้งานกัน จำไว้ว่าความสวยงามของภาพที่ได้ส่วนหนึ่ง
อยู่ที่มุมมองคนถ่าย การจับอารมณ์ของภาพ
ส่วนกล้องผมว่ามีส่วนแค่เพื่อความสะดวก
กับคุณภาพของรูปภาพที่ได้เท่านั้น

    2.อุปกรณ์ Computer  
    สำหรับอุปกรณ์ computer ผมจะไม่แนะนำให้ลึกมากนะครับ เพราะน่าจะมีความรู้กันพออยู่บ้างแล้ว
ก็นี่มันยุค IT แล้วนี่ครับ
    - cpu เอาแบบที่มันไม่ช้าจนทำให้คุณหงุดหงิด
    - mornitor หาที่มันคุณภาพดีๆ เพราะเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนการปรับแต่งภาพ
    และเพื่อความถูกต้องของสีในระดับหนึ่งควรตั้งอุณหภูมิของสีไว้ที่ 5000k-6000k
    - กระดาน Tablet ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติกว่าใช้ mouse เหมือนใช้ดินสอหรือพู่กันเขียนภาพ
    จะให้น้ำหนักแรงกดตามน้ำหนักมือ (อันนี้แล้วแต่กำลังทรัพย์นะครับ)
    - scanner สำหรับคนใช้กล้องฟีลม์
    - printer สำหรับอัดภาพออกมาชื่นชมกัน


    3.Software จัดการภาพ
    มีหลากหลายนะครับแต่ในที่นี้ผมจะกล่าวถึงเฉพาะ Program Photoshop กับ software บางตัว
ที่ใช้ควบคู่กัน (เพราะหาได้ง่าย ใช้งานง่าย มีเครื่องมือครบถ้วน แถมยัง copy ขายกันเกลื่อน)

เตรียมตัวให้พร้อม
   นอกจากอุปกรณ์ที่พร้อมแล้ว ที่สำคัญคือความพร้อมของคุณเอง ผมมีคนรู้จักหลายคนที่ใช้กล้องมือถือธรรมดาถ่ายภาพที่ดีได้ เช่น คุณ http://wongjittara.multiply.com/
แม้แต่ผมเองตอนนี้ก็ใช้เพียงกล้องดิจิตอลคอมแพคธรรมดาถ่ายภาพอยู่ เพราะเห็นว่าสะดวกดี (ที่จริงอยากได้กล้อง DSLR ดีๆซักตัว แต่ยังเสียดายเงินอยู่ มีกล้องฟีลม์ดีๆอยู่ก็ไม่ใช้เพราะขี้เกียจล้างอัด)
ส่วนตัวผมว่าถ้าเราพร้อมทุกอย่างก็ง่ายดายครับ การเตรียมตัวให้พร้อมผมพอจะแนะนำได้ประมาณนี้นะครับ


    1.ความชอบ
    ถ้าคุณมีความชอบแล้วผมรับรองว่าคุณจะเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างสนุกสนาน และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ

    2.ความรู้
    ศึกษาทั้งเรื่องของศาสตร์และศิลป เพราะการถ่ายภาพและสร้างภาพออกมาให้ดีสักรูปต้องใช้ทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์
สังคมศาสตร์ ศิลปะ ฯลฯ นอกจากต้องเข้าใจในเรื่องของแสง การสะท้องแสงของวัตถุ และเข้าใจในเรื่องขององค์ประกอบภาพ
อารมณ์ของภาพ บางครั้งคุณต้องเข้าใจถึงวิถีชีวิตของผู้คน เข้าใจถึงธรรมชาติ และสิ่งต่างๆรอบตัวเพื่อให้ภาพที่ได้มีครบ
ทุกรสชาติจริงๆ

    3.ความสนใจ
    มองงานคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะงานที่ดีๆ มองให้ออกว่างานนั้นดีเพราะอะไร หรือถามว่าเขาทำอย่างไรให้งานออกมาดี
ถ้าถามผมจะวัดยังไงว่างานนั้นดี ง่ายๆถ้าคุณชอบงานนั้น ถ้างานนั้นมันสะกิดความรู้สึกคุณบางอย่างให้สนใจ หรือถึงขั้น
สะเทือนใจได้นั้นแหละเข้าข่ายว่างานดีแล้ว

    4.ความคิดสร้างสรรค์
    ส่วนใหญ่งานที่ดีเกิดขึ้นจากความคิดที่แตกต่าง คุณต้องพยายามทดลองถ่ายภาพและสร้างภาพที่เป็นของคุณเอง
เพราะความแปลกใหม่มันน่าตื่นตาตื่นใจกับผู้พบเห็นกว่างานธรรมดาที่เหมือนกันไปหมด ที่สำคัญจงสนุกที่จะลองทำอะไร
ที่มันแปลก เพราะบางทีมันอาจจะดีก็ได้
« Last Edit: May 06, 2010, 11:31:25 PM by ck »
<a href="http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633" target="_blank" class="new_win">http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633</a>

Offline u๊าuกloJ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 999
    • View Profile
บทความนี้ได้รับอนุญาติให้นำมาแปะเผยแพร่แล้วน่ะครับ โดยคุณโบ้ (กระดากปากจริงเรียกคงเรียกคุณอะไร๊..รู้จักมาจะยี่สิบปีเรียกสรรพนามมาตลอด)
ที่มาของบทความนะครับ : http://bootoshop.multiply.com/


เทคนิคห้องมืด DigItal 2

ทำความรู้จักกับภาพ digital
    ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องต่อไป เราลองมาทำความรู้จักกับภาพ digital กันก่อนนะครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจ
ลักษณะของภาพ digital ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ตรงตามที่ต้องการมากที่สุด

สำหรับบทความตอนนี้ผมไม่ได้เขียนขึ้นเอง แต่เป็นส่วนที่คัดและหามาลงประกอบและมีการเรียบเรียงในบางส่วนเท่านั้น


พิกเซล (Pixel) บทความจาก http://www.nectec.or.th/

    พิกเซล (Pixel) เป็นคำผสมของคำว่า Picture กับคำว่า Element หรือหน่วยพื้นฐานของภาพ
เทียบได้กับ "จุดภาพ" 1 จุด แต่ละพิกเซลเปรียบได้กับสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่บรรจุค่าสี โดยถูกกำหนดตำแหน่งไว้
บนเส้นกริดของแนวแกน x และแกน y หรือในตารางเมตริกซ์สี่เหลี่ยม ภาพบิตแมปจะประกอบด้วยพิกเซล
หลายๆ พิกเซล



    จำนวนพิกเซลของภาพแต่ละภาพ จะเรียกว่า ความละเอียด หรือ Resolution
โดยจะเทียบจำนวนพิกเซลกับความยาวต่อนิ้ว ดังนั้นจะมีหน่วยเป็น พิกเซลต่อนิ้ว (ppi: pixels per inch)
หรือจุดต่อนิ้ว (dpi; dot per inch) ภาพขนาดเท่านั้นแต่มีความละเอียดต่างกัน แสดงว่าจำนวนพิกเซลต่างกัน
และขนาดของจุดพิกเซลก็ต่างกันด้วย

Color Mode ของภาพ Digital เรียบเรียงจาก http://techno.edu.buu.ac.th/
    โหมดสีคือ มาตราฐานการผสมสีด้วยเทคนิควิธีที่แตกต่างกันไป เพื่อใช้แสดงภาพออกทาง
จอภาพ(มอนิเตอร์) หรือเครื่องพิมพ์

    Bitmap
    เป็นโหมดสีที่ทำการเก็บข้อมูลของสีเพียงหนึ่งบิตต่อพิกเซล นั่นหมายความว่ารูปภาพในโหมดนี้
จะสามารถแสดงได้เพียงสีขาวและสีดำ และไม่มีการไล่เฉดสีทำให้ภาพที่ได้มีความหยาบมากที่สุด
แต่ข้อดีของโหมดนี้คือ ได้รูปไฟล์ที่มีขนาดเล็กเหมาะสำหรับใช้งานกับลายเส้น หรือภาพที่ทำเป็น
โลโก้สัญลักษณ์ต่างๆ เหมาะสำหรับงานที่ใช้ทำตรายาง เป็นต้น

    Grayscale
    เป็นโหมดสำหรับภาพขาวดำสามารถไล่เฉดสีได้ถึง 256 ลำดับ โหมดนี้นี้จะมีการใช้ข้อมูลสำหรับ 1 พิกเซล
ภาพในโหมดนี้สามารถใช้เครื่องมือในโปรแกรม Photoshop แทบทุกตัวเหมาะสำหรับภาพที่ต้องการพิมพ์
ออกทางเครื่องพิมพ์แบบขาวดำ (ปัจจุบัน Photoshop CS2 สามารถทำงานโหมดนี้ได้ถึง 16 Bits/Channel
และ Photoshop CS3สามารถทำงานโหมดนี้ได้ถึง 32 Bits/Channel)

    แต่ในระบบการพิมพ์โดยทั่วไปสามารถแบ่งระดับสีของหมึกพิมพ์ได้แค่ 30 ระดับสีต่อหมึกพิมพ์หนึ่งสีเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มระดับของสีการพิมพ์จึงจำเป็นต้องมีการสร้างภาพในระดับ Duotone ขึ้นมา

     Duotone
    ภาพในโหมด  Duotone สามารถที่จะกำหนดหมึกสีให้กับภาพได้มากกว่าหนึ่งสีหมึก เช่น กำหนดให้สีชมพู
ระบายในส่วน Highlight หรือส่วนที่สว่างของภาพ และทำให้สีดำทำน้าที่ในส่วน Shadow หรือส่วนที่เป็นเงามืด
ของภาพที่ไป ก็จะได้ภาพที่มีความสวยงามมากขึ้นกว่าภาพในโหมดสีแบบ Grayscale ที่มีการไล่โทนสี
เฉพาะสีเทาเท่านั้น

    ภาพในโหมดนี้เหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการให้ภาพมีสีสันเพิ่มขึ้นแต่มีข้อจำกัดในด้านทุนทรัพย์จึงจำเป็น
ต้องใช้สีเพียงสองถึงสามสีเท่านั้น หรือยังสามารถใช้ในการสร้างรูปภาพแบบเทคนิคพิเศษได้อีกด้วย

    Indexed Color
    เป็นโหมดที่จำกัดจำนนวนสีให้เหลือเพียง 256 สีเท่านั้น โดยโปรแกรม Photoshop จะสร้างตารางสีทั้ง
256 สีขึ้นมาจากจำนวนสีที่มีอยู่ สำหรับสีในส่วนใดที่อยู่นอกเหนือจากสีทั้ง 256 สีนั้น โปรแกรม Photoshop
จะเลือกสีที่ใกล้เคียงจากสีทั้ง 256 สีมาใช้แทน

    เนื่องจากเป็นโหมดสี ที่จำกัดจำนวนสีเพียง 256 สีเท่านั้น ดังนั้นขนาดของไฟล์จึงไม่ใหญ่มากนัก ในขณะที่
ยังคงคุณภาพของภาพเอาไว้ได้ ไฟล์ภาพในโหมดสีดังกล่าวนี้จึงเหมาะสำหรับภาพที่จะนำมาใช้ในงานภาพเคลื่อนไหว
Animation หรืองานภาพใช้บนเว็บเพจต่างๆ การแก้ไข ปรับปรุงภาพในโหมดนี้สามารถทำได้อย่างจำกัด ดั้งนั้นใน
ระหว่างที่แก้ไขควรจะทำในโหมด RGB เสียก่อน แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นโหมด Indexed Colorทีหลัง

    RGB Color
    เป็นโหมดที่ใช้โมเดลสีแบบ RGB เป็นหลัก โดยมีแชนแนลสีจำนวน 3 สีคือ แดง เขียว และน้ำเงิน โดยแต่ละสี
จะมีการไล่ลำดับสีได้ถึง 256 ระดับ เมื่อรวมกันทั้ง 3 สีจะสามารถแสดงได้สูงถึง 16.7 ล้านสี โหมดนี้เป็นโหมดที่
เหมาะสำหรับใช้ในการตกแต่งภาพเพราะสารถแทนสีได้มาก สำหรับวิธีการผสมสีแบบ RGBนี้เป็นหลักเดียวกันกับ
การแสดงของสีจอมอนิเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นไม่ว่าจะทำงานในโหมดสีใดก็แล้วแต่ โปรแกรม Photoshop
จะแสดงภาพบนหน้าจอด้วยโหมด RGB เสมอ (ปัจจุบัน Photoshop CS2 สามารถทำงานโหมดนี้ได้ถึง 16 Bits/Channel
และ Photoshop CS3สามารถทำงานโหมดนี้ได้ถึง 32 Bits/Channel)

    CMYK Color
    เป็นโหมดที่ใช้โมเดลสีแบบ CMYK เป็นหลัก โดยมีแชนเนลสีจำนวน 4 สีคือ ฟ้า บานเย็น เหลือง และดำ โดยแต่ละสี
เก็บข้อมูล 8 บิต นั่นหมายความว่าในโหมดนั้นต้องใช้ถึง 32 (8x4) บิตต่อพิกเซล โหมดนี้ควรจะนำมาใช้เมื่อต้องการภาพ
สำหรับงานพิมพ์ ในระหว่างแก้ไขอาจทำในโหมด RGB แต่เมื่อจะนำไปพิมพ์ภาพสำหรับงานพิมพ์สิ่งพิมพ์ควรจะเปลี่ยนกลับมา
เป็นโหมด CMYK เสียก่อน (ปัจจุบัน Photoshop CS2 และ CS3 สามารถทำงานโหมดนี้ได้ถึง 16 Bits/Channel)

    Lap Color
    เป็นโหมดที่ใช้โมเดลสีแบบ LAB เป็นหลัก เป็นโหมดที่ให้สีได้เหมือนจริงที่สุด เหมาะสำหรับทำงานกับภาพที่เป็น
Photo CD หรือภาพที่ต้องการส่งผ่านไปใช้งานระหว่างระบบคอมพิมพ์เตอร์ที่แตกต่างกัน เช่น ส่งจากระบบ Windows
ไปยังระบบ Mac OS เป็นต้น

    Multi Channel
    เป็นโหมดที่มีการเก็บข้อมูลสีจำนวน 8 บิตต่อพิกเซลทำให้มีสีสูงสุดเพียง 256 สี โหมดนี้จะถูกใช้เพื่อการพิมพ์
ในกรณีพิเศษรูปภาพที่ใช้โหมด Multichannel ถูกใช้ในกระบวนการพิมพ์พิเศษ เช่น การสั่งสีพิเศษเพิ่มเติมสำหรับ
งานสิ่งพิมพ์ เมื่อเปลี่ยนจากภาพโหมดต่างๆ มาเป็นโหมด Multichannel แล้ว แชนแนลสีโหมดสีเดิมจะถูกเปลี่ยนเป็น
แชนแนลสีแบบ Spot Channel ซึ่งจะมีสีเฉพาะแต่ละแชนแนล ซึ่งสามารถรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ หรือภาพที่ต้องการ
สั่งใช้งานสีพิเศษ เป็นต้น

แชนแนลของสี (Color Channel)
    รูปภาพแต่ละรูปในโปรแกรม Photoshop จะประกอบไปด้วยแชนแนลของสี ตั้งแต่หนึ่งแชนแนล
ไปจนถึงหลายๆ แชนแนล แชนแนลแต่ละแชนแนลใช้สำหรับบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบ ของภาพนั้นๆ
ภาพในแต่ละโหมดจะมีจำนวนแชนแนลของสีแตกต่างกันไป เช่น CMYK มีแชนแนลสีอยู่ด้วยกัน 4 แชนแนล
แชนแนลสีฟ้า (Cyan) แชนแนลสีบานเย็น (Magenta) แชนแนลสีเหลือง (Yellow) แชนแนลสีดำ (Black)
แชนแนลสีในโปรแกรม Photoshop นั้นทำหน้าที่เหมือนกับเพลน (Plate) แยกสีในงานพิมพ์ระบบ Off-set ทั่วไป

    นอกจากแชนแนลของสีแล้วยังมีแชนแนลพิเศษอีกสองชนิดคือ “Alpha Channel” ซึ่งใช้สำหรับบรรจุหน้ากาก
หรือ Mask ที่ใช้สำหรับบังภาพ หรือสำหรับในการเลือกภาพเฉพาะในส่วนที่ต้องการ และแชนแนลพิเศษอีกชนิดคือ
“Spot Channel” ซึ่งใช้สำหรับบรรจุข้อมูลสีพิเศษตากหากที่ใช้สำหรับงานพิมพ์
« Last Edit: May 06, 2010, 11:31:47 PM by ck »
<a href="http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633" target="_blank" class="new_win">http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633</a>

Offline u๊าuกloJ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 999
    • View Profile
บทความนี้ได้รับอนุญาติให้นำมาแปะเผยแพร่แล้วน่ะครับ โดยคุณโบ้ (กระดากปากจริงเรียกคงเรียกคุณอะไร๊..รู้จักมาจะยี่สิบปีเรียกสรรพนามมาตลอด)
ที่มาของบทความนะครับ : http://bootoshop.multiply.com/


เทคนิคห้องมืด DigItal 3

จากสีสู่ขาวดำ
    ต่อจากนี้ไปเราจะได้เริ่มเรียนรู้กับโลกของสีเทา แทนโลกแห่งสีสันที่คุณเห็น อย่างที่ผมเกริ่นไปแล้วว่า
ภาพขาวดำเป็นภาพที่สื่ออารมณ์ภาพได้ค่อนข้างดี เพราะต้องใช้เพียงองค์ประกอบภาพบวกกับแสงเงา
และเฉดสีขาวเทาดำเท่านั้น ทำให้สื่อได้ถึงอารมณ์ที่ชัดเจนโดยตัดความรู้สึกในเรื่องของสีออกไป

    แต่ถึงแม้กล้องดิจิตอล ของคุณจะสามารถเลือกถ่ายภาพให้เป็นขาวดำได้เลย แต่ผมขอแนะนำให้คุณถ่าย
เป็นสีไว้ก่อนจะดีกว่าเพราะเราสามารถใช้ Program Photoshop เปลี่ยนภาพสีให้เป็นขาวดำได้ภายหลัง
และยังสามารถปรับแต่งเพิ่มหรือลดน้ำหนักของภาพได้ โดยอาศัยการปรับค่าสีของวัตถุต่างในภาพ คล้ายๆกับ
เทคนิคการใช้ฟิลเตอร์สีในการถ่ายภาพขาวดำ เพื่อปรับค่าน้ำหนักของสีวัตถุ เช่น ใช้ฟิลเตอร์สีส้มเพื่อสร้างให้
ท้องฟ้ามีสีเข้มขึ้น หรือใช้กับภาพดอกไม้สีแดง ส้ม และเหลือง เพื่อให้มีสีสว่างขึ้นแตกต่างกับน้ำหนักของใบไม้สีเขียว



เทคนิคการเปลี่ยนภาพสีให้เป็นขาวดำ (Converting to Black&White)

    สำหรับเนื้อหานี้จะบอกให้รู้ถึงวิธีการ Post Process จากภาพสีสู่ขาวดำด้วย Program Photoshop
ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีแตกต่างกันไป การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะภาพและการสร้างสรรค์ของแต่ละคนนะครับ
แต่วิธีที่ผมมักเลือกใช้เป็นวิธีที่คำนึงถึงความง่ายและ ต้องสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขน้ำหนักสีของภาพได้ด้วย

ทุกเทคนิคเริ่มจากภาพในโหมด RGB นะครับ เพราะเป็นโหมดที่ได้จากกล้อง digital หรือเครื่อง scanner โดยตรง และยังมีการไล่ระดับสีที่ดีครับ

1 การทำ Gray Scale

Image > Mode > Grayscale

    การเปลี่ยนจากโหมดภาพ RGB เป็น Gray Scale เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ภาพที่ได้มีน้ำหนักสีที่ดีระดับหนึ่ง สามารถปรับ
น้ำหนักโดยรวมของภาพได้ด้วย Curve/Level แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนน้ำหนักสีของภาพได้ตามต้องการ

2 การทำ Desaturate

Image > Adjustments > desaturate
Layer > New Adjustments Layer > Husturation > Sturation-100


    เป็นการลดค่าความอิ่มตัวของสี ลักษณะภาพที่ได้จะมีค่าน้ำหนักแบบกลางๆ ถึงค่อนข้างมืด สามารถปรับน้ำหนัก
โดยรวมของภาพได้ด้วย Curve/Level แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนน้ำหนักสีของภาพได้ตามต้องการ

3 การทำ Lightness

    3.1 เปลี่ยนโหมดภาพจาก RGB เป็น Lab Color (Image > mode > Lab Color)

    3.2 จากนั้นไปที่ Channels Parette คลิกที่ Channel Lightness ให้แสดงเพียง Channel Lightness อย่างเดียว

    3.3 เปลี่ยนโหมดภาพจาก Lab Color เป็น Gray Scale (Image > Mode > Grayscale)
    ภาพที่ได้จะมีลักษณะค่อนข้างใสสว่าง สามารถปรับน้ำหนักโดยรวมของภาพได้ด้วย Curve/Level
แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนน้ำหนักสีของภาพได้ตามต้องการ

4 การทำ Gradient Map

    4.1 สร้าง Gradient Map Layer (Layer > New Adjustments Layer > Gradient Map)

    4.2 ดับเบิลคลิกที่ Gradient Map Layer (เลือก Presets เป็น Black, White ในกรณีที่เลือกแบบอื่นอยู่)
สามารถปรับค่าความกว้างของน้ำหนักขาวดำ และค่ากลางได้ หรือจะเพิ่มเติมเฉดสีขาวเทาดำในส่วนต่างๆ
ของแถบน้ำหนักเพื่อให้ได้ภาพที่แปลกตาได้ โดยการปรับเปลี่ยนลักษณะของการไล่น้ำหนัก Gradient
เลือกสี จังหวะการไล่ เพิ่มสีในส่วนต่างๆได้

    การทำ Gradient Map ต้องอาศัยความเข้าใจพอสมควร แต่ถ้าศึกษาจนเข้าใจดีแล้วสามารถประยุกต์
ใช้ร่วมกับเทคนิคอื่นเพื่อให้ได้ภาพที่แปลกตาได้ดี

    * การสร้าง Gradient Map Layer สามารถเลือกปรับได้เลยที่ New Adjustment Layer button ที่ Layers palette

5 การทำ Channel Mixer

    การใช้วิธี Channel Mixer นี้จะคล้ายกับการใช้ฟิวเตอร์สีแดง เขียว หรือน้ำเงินบังหน้าเลนส์ตอนถ่ายภาพด้วยฟีล์มขาวดำ
และเราสามารถผสมอัตราส่วนของทั้ง 3 แถบช่องสีเพื่อสร้างผลลัพธ์ของการใช้ฟิวเตอร์สีส้มและเหลืองได้ด้วย

    5.1 สร้าง Channel Mixer Layer
(Layer > New Adjustments Layer > Channel Mixer)

    5.2 คลิกที่ช่อง Monochrome เพื่อแสดงเป็นภาพขาวดำ

    5.3 ปรับค่าน้ำหนักสีตามต้องการ แต่แนะนำให้ปรับที่ค่าสีแดงก่อน เพราะ Channel สีแดงสามารถปรับ
ค่าน้ำหนักสีได้กว้างกว่าสีเขียวและน้ำเงิน โดยมีผลกับ Grain ของภาพน้อยกว่า แล้วค่อยปรับค่่าสีเขียวและสีน้ำเงิน
ตามต้องการ (ถ้าสังเกตุดู Channel สีที่แดงจะมี Grain น้อยที่สุด รองมาก็จะเป็นสีเขียวส่วนสีน้ำเงินจะมี Grain มากที่สุด)

    เพื่อคุณภาพของภาพที่ดีแล้วควรให้ค่ารวม (Total) ของ Channel สีทั้ง 3 รวมกันเท่ากับ 100% แต่เพื่อให้ได้
ภาพที่แปลกตาสามารถปรับให้ได้ผลตามต้องการแบบอื่นได้แต่อาจเกิด Grain (ลักษณะเหมือนกลาก) ขึ้นให้เห็น
ในภาพ ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ภาพดูแปลกตาดี หรือบางทีภาพอาจดูด้อยลงได้ เอาเป็นว่าตามความคิดสร้างสรรค์ของ
แต่ละคนแล้วกันนะครับ

    แถบสไลด์ Constant ด้านล่างจะเป็นตัวควบคุมความมืด-สว่างของภาพ แต่ถ้าอยากปรับให้ละเอียดกว่า
แนะให้ใช้ Curve/Level จะดีกว่า

* การสร้าง Channel Mixer Layer สามารถเลือกปรับได้เลยที่ New Adjustment Layer button ที่ Layers palette

6 การทำ Blending Layer

    การใช้วิธี Blending Layer นี้ เป็นการเปลี่ยนภาพสีให้เป็นขาวดำด้วยการแทนค่าสีทั้งภาพด้วยค่าสี
ในโทนขาวเทาดำ โดยการครอบด้วย Blending Layer ดังนี้

    6.1 สร้าง Layer (Layer > New Layer)

    6.2 เปลี่ยน Layer ที่สร้างใหม่ให้เป็น Blending Layer
(Layer >  Layer Style>Blending Options)

    6.3 เลือก Blend Mode เป็น Colour คลิก OK

    6.4 Fill ด้วยสีขาว เทา หรือดำก็ได้ เท่านี้ก็จะได้ภาพในโทนขาวดำ

    วิธีนี้สามารถปรับน้ำหนักหรือค่าสีด้วย Adjustments Layer อื่นๆได้โดยให้อยู่ใต้ของ Blending Layer
เช่น ใช้ Color Balance เพิ่มหรือลดค่าสีโดยรวมเหมือนการใช้ฟิวเตอร์สีแดง เขียว หรือน้ำเงินบังหน้าเลนส์
ตอนถ่ายภาพด้วยฟีล์มขาวดำ หรือใช้ Selective Color เลือกปรับค่าสีตามต้องการ

    ข้อดีของวิธีการนี้คือจะไม่สูญเสียลายละเอียดของเนื้อภาพ (ไม่เกิด Grain ลักษณะเหมือนกลาก)
และสามารถปรับค่าน้ำหนักของสีได้ตลอดเวลา


* การเปลี่ยนให้ Layer ปกติเป็น Blend Mode สามารถเลือกปรับได้เลยที่
Blend Mode pop‑up menu. ที่ Layers palette



บทสรุป
    สิ่งที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงบทเริ่มต้นเท่านั้น อย่าลืมว่าการสร้างสรรค์ภาพขาวดำที่ดีนั้นต้องอาศัย
ความเข้าใจอื่นๆอีกมาก โดยเฉพาะความเข้าใจในเรื่องของศิลปะ แสงเงา สัดส่วน องค์ประกอบของภาพ
และคุณเองก็ต้องลองประยุกต์วิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้ผลที่แปลกและสามารถสือถึงอารมณ์ที่ต้องการได้
บางครั้งผมก็ใช้วิธีเลือกปรับภาพเป็นส่วนๆไป โดยใช้เครื่องมือ Dicut เครื่องมือ Select เลือกก่อนปรับ
วัตถุต่างๆในภาพอีกด้วย เพราะวิธีที่กล่าวมาข้างต้นเป็นวิธีที่ปรับภาพโดยรวมทั้งภาพเท่านั้น เช่น
คุณอยากปรับภาพวิวทะเลของคุณ ให้น้ำหนักของท้องฟ้าเข้มขึ้นโดยไม่มีผลกับทะเลที่เป็นสีเดียวกัน คุณก็
ต้องบังบริเวณน้ำทะเลไว้ แล้วเลือกปรับเฉพาะท้องฟ้า เหมือนกับเทคนิคการกันแสงในห้องมืดนั้นเอง
หวังว่าคุณคงสนุกกับการทำภาพขาวดำของคุณนะครับ

    สำหรับบทต่อไปผมจะพาคุณไปพบกับเทคนิคบางอย่างที่ทำให้ภาพขาวดำของคุณ แสดงอารมณ์ได้มากขึ้น
น่าสนใจขึ้น เช่น การสร้าง Grain ให้กับภาพโดยเลียนแบบ Grain ของ Film การปรับสีให้กับภาพเหมือนกับ
ลักษณะภาพขาวดำย้อมสี หรือสีที่เกิดจากน้ำยาล้างอัด การใส่ กรอบให้กับภาพ แล้วเจอกันครับ
« Last Edit: May 06, 2010, 11:30:03 PM by ck »
<a href="http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633" target="_blank" class="new_win">http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633</a>

Offline u๊าuกloJ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 999
    • View Profile
บทความนี้ได้รับอนุญาติให้นำมาแปะเผยแพร่แล้วน่ะครับ โดยคุณโบ้ (กระดากปากจริงเรียกคงเรียกคุณอะไร๊..รู้จักมาจะยี่สิบปีเรียกสรรพนามมาตลอด)
ที่มาของบทความนะครับ : http://bootoshop.multiply.com/


เทคนิคห้องมืด DigItal 3

Simulate Film Grain
    การสร้างเนื้อภาพ (Grain) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ให้แก่ภาพได้ค่อนข้างดี โดยปกติภาพขาวดำ
ที่เกิดจากระบบฟีล์มนั้นจะมีเนื้อภาพที่เกิดขึ้นจากความไวแสงของฟีล์มและขบวนการล้างอัดภาพในห้องมืด
เนื้อภาพที่หยาบหรือละเอียดจะช่วยเน้นอารมณ์ของภาพให้เด่นชัดขึ้น และยังทำให้ภาพถ่ายดิจิตอลดูคล้ายกับ
การถ่ายภาพขาวดำในระบบฟีล์มอีกด้วย แต่การจะเลือกว่าจะให้มีเนื้อภาพอย่างไรนั้นต้องใช้ความเข้าใจพื้นฐาน
ของภาพที่เกิดจากระบบฟีล์มประกอบด้วย


ทำความรู้จักเนื้อภาพ (Grain)
    *เนื้อภาพ (Grain) เกิดจากสารเคมีที่เคลือบอยู่บนฟีล์ม (หรือกระดาษอัดภาพ) ที่ทำจากวัสดุที่ไวแสง
ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆที่เรียกว่า "เกลือเงินเฮไลด์" เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีภายในโครงสร้างของ
เกลือเงินเม็ดเล็กๆเหล่านี้ ทำให้เกิดภาพที่เราเห็นเป็นเนกาทีฟ (หรือเป็นภาพที่อัดแล้ว)

   ฟิลม์ที่มีความไวแสงต่ำๆ เช่น ISO ที่ไม่เกิน 125 เม็ดเกลือจะเล็กและอัดกันแน่นบนฟีลม์
ทำให้เมื่อขยายภาพขึ้นมาในขนาดปกติจะมองเห็นเม็ดเกลือเหล่านี้ เรียกกันว่าภาพเนื้อละเอียด

    ส่วนฟิล์มที่มีความไวแสงสูงๆ เช่น ISO 800 หรือมากกว่านั้น จะมีเกลือเงินเฮไลด์เม็ดใหญ่
อยู่เป็นบริเวณกว้างจึงทำให้ฟีลม์นั้นมีความไวต่อแสงมากกว่า เมื่อขยายภาพแล้วเม็ดเกลือเหล่านี้
จะเห็นได้อย่างชัดเจน

    บางครั้งน้ำยาอัดภาพบางชนิดก็ใช้เพื่อเน้นให้เห็นเม็ดเหล่านี้ หรือมีการใช้เป็นบางส่วนเล็กๆ
ในเนกาทีฟที่มีความไวแสงฟีล์มต่ำ เพื่อนเน้นความหยาบแก่ภาพ
    ลักษณะของเนื้อภาพที่เป็นเม็ดหยาบจะเห็นได้เด่นชัดมากกว่าเสมอในพื้นที่สว่างและน้ำหนัก
ส่วนกลางของภาพ


*เรียบเรียงจากหนังสือเทคนิคการถ่ายภาพขาว-ดำ ตอนความหยาบของเนื้อภาพ
(หนังสือชุดสร้างสรรค์เทคนิคการถ่ายภาพจากพื้นฐานสู่มืออาชีพ จัดทำโดย ทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ภาพ
นิตยสาร FACE)


เทคนิคการสร้างเนื้อภาพ (Simulate Film Grain)

    วิธีการที่ผมเลือกใช้ต่อไปนี้เป็นวิธีการที่ผมใช้อยู่ เพราะสามารถปรับแก้ไขได้ในภายหลัง โดยอาศัย Filter ของ
Program Photoshop เอง Filter ที่ผมใช้สร้างลักษณะของ Grain จะมีอยู่สองตัวคือ Noise กับ Film Grain
แต่จะเขียนเฉพาะในส่วนของ Filter Film Grain เท่านั้นเพราะเชื่อว่าทุกท่านสามารถนำวิธีการไปประยุกต์ใช้ได้เองอยู่แล้ว

    ที่จริง Filter Film Grain นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใส่กับรูปโดยตรง แต่ผมมักจะใช้ฟิลเตอร์ตัวนี้เพียงแค่เพื่อสร้าง
ลักษณะของ Grain เท่านั้น ผมจะไม่ใส่ลงบนภาพโดยตรงเพราะมันไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ในภาพหลัง แต่จะใช้วิธีการ
Blending Layer เพื่อให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยสามารถลด Opasity หรือลด-ขยายขนาด Grain เพื่อให้เหมาะสม
กับลักษณะภาพได้ตามต้องการ

    1 สร้าง Layer ใหม่บนภาพ  (Layer > New Layer)

    2 Fill สีเทากลาง ( K50% ) ลงบน Layer

    3 ใส่ Filter Film Grain ลงบน Layer สีเทา (Filter > Artistic > Film Grain)
จะมีแทบ Slide ให้เลื่อนปรับค่า 3 ค่า คือ

    - Grain สำหรับปรับขนาดของเม็ด
    - Highlight Area สำหรับปรับความหนาแน่นของ Grain ในน้ำหนักกลางถึงมืด
    - Intensity สำหรับปรับความหนาแน่นของ Grain ในน้ำหนักกลางถึงสว่าง


    แนะนำให้ปรับค่าให้เป็นกลางไว้ก่อนแล้วค่อยเลือกปรับใหม่หากยังไม่ได้ตามต้องการ สำหรับแถบปรับ
Highlight Area และ Intensity นั้นไม่ต้องปรับอะไรก็ได้เนื่องจาก จะไม่มีผลอะไรเพราะ Layer ที่ใส่
Filter นี้เป็นสีเทากลางอยู่ ( K50% )

    4 ปรับ Grain ที่ได้ให้มีลักษณะเบาขึ้นไม่ดูแข็งเกินไป โดยการใส่ Filter Gaussian Blur
(Filter > Blur > Gaussian Blur) แนะนำให้ใช้ Radius ที่ 0.5 Pixels

    5 เปลี่ยน Layer Grain ที่ได้ให้เป็น Blending Layer
(Layer >  Layer Style>Blending Options)
    
    6 เลือก Blend Mode เป็น Overlay หรือ Soft Light หรือ Hard Light คลิก OK
ลักษณะที่ได้จะแตกต่างกันดังนี้

    - Overlay ลักษณะของ Grain ที่ได้จะหยาบเพราะเม็ดสีขาวและดำจะเห็นชัดเจน
แต่มีความนุ่มนวลกว่า Hard Light
    - Soft Light ลักษณะของ Grain ที่ได้จะละเอียดกว่าอีกสองแบบ
    - Hard Light ลักษณะของ Grain ที่ได้จะหยาบมาก และมีเม็ดสีขาวและดำกระจายทั่วภาพ
โดยเฉพาะในส่วนมืดและสว่างจะเห็นได้ชัดเจน


* การเปลี่ยนให้ Layer ปกติเป็น Blend Mode สามารถเลือกปรับได้เลยที่ Blend Mode pop‑up menu. ที่ Layers palette




ภาพตัวอย่าง Blend Mode

บทสรุป

    วิธีการสร้างเนื้อภาพ (Grain) ให้ดูเป็นธรรมชาตินั้นจำเป็นต้องสังเกตภาพถ่ายขาวดำจากฟีล์มเพิ่มเติมอีก
ว่าลักษณะของ Grain แบบใดที่ดูเหมือนหรือให้อารมณ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ บางครั้งคุณต้องนำวิธีการนี้ไปประยุกต์
เพิ่มเติมอีก เช่น คุณอาจต้องลบหรือเพิ่มในบางส่วนของภาพ เพื่อทำให้ Grain ที่ได้มีความไม่สม่ำเสมอเหมือนจริง
เพราะ Grain ที่สร้างจากกระบวนการ Digital นั้นจะมีลักษณะเป็นระเบียบซ้ำซ้อนอยู่ทำให้ไม่เป็นธรรมชาติ

    อย่างที่ผมเคยเกริ่นไว้แล้วว่าส่วนใหญ่งานที่ดีเกิดขึ้นจากความคิดที่แตกต่าง คุณต้องพยายามทดลองเพื่อให้ได้
สิ่งที่เป็นตัวของคุณเอง ผมเพียงแค่พาคุณมาสู่หนทางนี้เท่านั้นที่เหลือคือตัวคุณเอง

ขอให้สนุกกับการทำภาพขาวดำของของคุณนะครับ
« Last Edit: May 06, 2010, 11:30:33 PM by ck »
<a href="http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633" target="_blank" class="new_win">http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633</a>

Offline hutindy

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 503
    • MSN Messenger - hut_indy@hotmail.com
    • View Profile
    • Email
 :D :D :D

อ่า ข้าน้อย ขอ คารวะ ครัฟ

เอิกๆๆๆๆ

ตอนแรกเห็นชวนเข้าห้องมืด นึกว่า .....

แต่แล้วความรู้เต็มๆๆ อ่านแล้วได้ความรู้มากครัฟ

 >:D >:D >:D
« Last Edit: May 06, 2010, 11:31:00 PM by ck »


รถดี มีกะตังค์ น้ำมันพร้อม ตรูไปหมด

Offline u๊าuกloJ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 999
    • View Profile


เทคนิคขาวๆ ดำๆ เทาๆของ E21 กับ Hasselblad Border's ครับ
<a href="http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633" target="_blank" class="new_win">http://www.uniqlo.com/calendar/swf/uqcal_bp_loader.swf?cID=JP&amp;amp;aID=13203&amp;amp;bgm=0&amp;amp;size=large&amp;amp;bID=135633</a>

Offline bmw fascination

  • VIP Member
  • Hero Member
  • ****
  • Posts: 3,944
    • View Profile
    • Email
แค่ชื่อกล้องก็ระดับเทพแล้ว สมัยก่อนถ้าเป็น role 120 mm ต้อง Hasselblad รองลงไปก็ Laika ต่อด้วย Mamiya กล้องในฝันของผมครับแต่สุดเอื้อมไปหน่อยตอนนี้ขอใช้ D70 ไปพลางๆก่อน

เทคนิค digital lab อ่านเข้าใจง่ายดีครับ สมัยนี้แค่มี sw เทพๆกับมอนิเตอร์ Mc ก็รังสรรงานได้อย่างอลังการ ขอบคุณเบิร์ดสำหรับของดีที่เอามาเผื่อแผ่เป็นวิทยาทานครับ